สาระความรู้ต่างๆ
โดยคุณเจ็ด E-Mail : jet0072@hotmail.com
---------------------------------------------------------------

    การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ของโรคเบาหวาน
ปัญหาและโรคแทรกซ้อน

    1.
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน (โรคที่สอง) ตามมา ร้อยละ 10-40 ของโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เกิดจากการดูแลตนเองที่ไม่ถูกต้อง
    2.
อาการผิดปกติที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน
        -
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ  เป็นลมหมดสติ , อารมณ์ฉุนเฉียว , ปวด มึนศรีษะ , ชาปลายมือ , เท้า
        -
เหงื่อออกมากผิดปกติ
        -
ความรู้สึกทางเพศลดลง
โรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน

        -
เบาหวานขึ้นตา
        -
ไตอับเสบ
        -
ปลายประสาทอักเสบ , เสื่อม
        -
หลอดเลือดตีบแข็ง , เสื่อม
        -
เป็นแผลเรื้อรัง
        -
โดยเฉพาะแผลที่เท้า
หลักการปฏิบัติตนทั่วไปเพื่อป้องกันปัญหาและโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน

    โรคแทรกซ้อน
  โดยเฉพาะกลุ่มเรื้อรังเมื่อเกิดขึ้นแล้วรักษาไม่หายแนวทางการดูแลตนเอง จึงมุ่งเน้นการลดโอกาสเกิด หรือชะลอการเกิดและลดความรุนแรงของปัญหา และโรคแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น
       1.
พยายามรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ให้ใกล้เคียงระดับปกติ โดยการดูแลตนเองสม่ำเสมอ ในการับประทานอาหารเส้นใย เคลื่อนไหวออกกำลังกาย พักผ่อน งดบุหรี่ งดสุรา และรับประทานยา หรือฉีดยาตามแพทย์สั่ง หมั่นตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะ
        2.
รักษาความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณเท้า เช่น หมั่นตรวจดูเล็บ และซอกนิ้วว่ามีลอยถลอก แผลพุพองหรือไม่ สวมรองเท้าแต่พอดี ไม่หลวมหรือคับเกินไป รองเท้าที่ซื้อมาใหม่ควรสวมไม่เกินวันละครึ่งชั่วโมง ให้ความอบอุ่นบริเวณที่ขา แต่ระวังอย่างวางกระเป๋าน้ำร้อนที่อุ่นจัด และอย่าวางนานจะทำให้เกิดพุพองแล้วลุกลามใหญ่โตได้ แต่ถ้าเกิดแผลขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
        3.
เมื่อท็อฟฟี่หรือน้ำตาลติดตัวไว้อมเมื่อเกิดอาการใจสั่น หน้ามืดเป็นลม เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
        4.
ถึงแม้ไม่มีอาการผิดปกติ ควรรีบตรวจร่างกายจากแพทย์โดยละเอียดอย่างน้อยปีละครั้ง หรือตามแพทย์นัด เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติอันอาจเกิดขึ้น การรักษาแต่เนิ่น ๆ จะเป็นผลดีต่อการชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนและลดความรุนแรงของโรค
        5
.ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จงมีวินัยให้ตัวเองเพราะถึงแม้ว่าอาการแทรกซ้อนที่หลงเหลืออยู่จะเป็นการถาวร แต่มีบางรายอาจดีขึ้น จึงไม่ควรละเลยในการดูแลในการดูแลและปฏิบัติตาม อย่างน้อยอาการแทรกซ้อนก็กำเริบช้าลง 
    วิธีการแก้ไข เมื่อเผชิญกับภาวะซึม หรือหมดสติ

          สาเหตุ เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงจนเกินไป หรืออาจจะมีภาวะกรด และคีโตนคั่งในเลือดได้

    น้ำตาลในเลือดต่ำ
อาการที่ควรสังเกต  ใจสั่น ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าวมาก ๆ และเกิดขึ้นเร็ว ๆ ถ้า เป็นมากขึ้นจะมีขากรรไกรแข็ง ชักเกร็ง ไม่รู้สึกตัว หมดสติได้
    ภาวะกรดหรือคีโตนคั่ง
  อาการที่ควรสังเกต  มีอาการปัสสาวะมาก กระหายน้ำมากกว่าธรรมดาและอ่อนเพลียมากนำมาก่อน ต่อมาจึงหอบ ตัวร้อน คลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง ลิ้นแห้งมาก และถึงกับหมดสติได้
    ทางแก้ไข

          อันตรายมากและต้องรีบแก้ไขเบื้องต้นก่อน ควรให้ญาติใกล้ชิดรู้จักวิธีการรักษาพยาบาลปัญหานี้

    วิธีการพยาบาลเบื้องต้น คือ

           ช่วยประคองให้นั่งหรือยกหัวให้สูงหน่อย แล้วค่อย ๆ ป้อนน้ำหวานข้น ๆ หรือน้ำเชื่อมประมาณ 4 – 5 ช้อนโต๊ะ หยอดเข้าปากช้า ๆ ระวังอย่าให้สำลัก
ถ้ามีอาการดีขึ้น 
        รู้สึกตัวดีขึ้น แสดงว่าที่ไม่รู้ตัว เกิดจากน้ำตาลในเลือดต่ำ ขั้นต่อไปคือนึกย้อนหลังไปว่าก่อนเกิดอาการเหล่านี้กินน้อยไป หรือกินอาหารเลยเวลาปกติ หรือออกกำลังกายมากกว่าที่เคยทำอยู่หรือไม่ ถ้าใช่พยายามปรับให้กินอาหารให้ตรงเวลา และออกกำลังกายให้สมดุลกับอาหารที่กินเข้าไป แต่ถ้ากินอาหารและออกกำลังกายให้สมดุลดีแล้ว อาจจะต้องปรับลดยาลง แต่อย่าไปเลิกยา ถ้าสงสัยหรือตัดสินใจไม่ถูก ควรปรึกษาแพทย์

        ถ้าอาการไม่ดีขึ้น

              หรือถ้ามีอาการอื่น ๆ เช่น หอบตัวร้อน อาเจียน ร่วมด้วยและหมดสติ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อการรักษาอย่างเร่งด่วน ระหว่างทางป้องกันการสำลัก การกัดลิ้น โดยตะแคงหน้า
       
รู้เท่าทัน โรคเอดส์ ปลอดภัยดีกว่า
        โรคเอดส์ ไม่ได้น่ากลัว อย่างที่คิด หากเราเข้าใจ และรู้จักวิธีป้องกันที่ถูกต้อง
เช่นเดียวกันกับ มหัตภัยโรคร้ายประเภทอื่น ๆ
         
โรคเอดส์ คือ โรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส เอชไอวี (HIV) หรือเชื้อเอดส์ ซึ่งจะเข้าไปโจมตีเม็ดเลือดขาวของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิด ซีดี 4 (CD4) ลดน้อยลง จึงง่ายต่อการที่จะถูกเชื้อโรคต่าง ๆ รอบข้างโจมตี เพราะภูมิต้านทานลดน้อยลงเกิดเป็นโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นที่เรียกว่า “ โรคเอดส์ “
          โรคเอดส์ ติดต่อได้ 2 ทางใหญ่ ๆ คือ ทางเพศสัมพันธ์ กับ ทางกระแสเลือด
    1.
ทางเพศสัมพันธ์  ได้แก่ การร่วมเพศระหว่างหญิงกับชาย หรือชายกับชาย ซึ่งเป็นผู้มีเชื้อ เอชไอวี โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกัน
    2.
ทางกระแสเลือด ได้แก่ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และการถ่ายทอดเชื้อ เอชไอวี จากแม่สู่ลูก เนื่องจากเลือดแม่อาจเข้าสู่ลูกขณะตั้งครรภ์ และระหว่างคลอด รวมทั้งเชื้อ เอชไอวี ในน้ำนมแม่จะเข้าสู่ลูก ถ้าแม่ให้ลูกกินนม
วิธีการป้องกันโรคเอดส์

    Ø
ไม่มีเพศสัมพันธ์ ( แต่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ )
    Ø
ลดคู่นอน เท่ากับลดความเสี่ยง
    Ø
ตรวจเลือดให้แน่ใจว่า คุณและคู่ไม่มีเชื้อ เอชไอวี ก่อนตัดสินใจที่จะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกและก่อนคิดมีบุตร
    Ø
สามี-ภรรยารักเดียวใจเดียวและต้องมีกันและกันตลอดชีวิตสมรสเท่านั้น
    Ø
ถ้าอยุ่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การล้างเข็มที่ใช้แล้วด้วยไฮเตอร์ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง จะช่วย ลดโอกาสติดเชื้อ เอชไอวี ลงได้บ้าง
    Ø
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่ภรรยา-สามี หรือกับสามี-ภรรยาที่ไม่แน่ใจว่าปลอดภัยจากเชื้อ เอชไอวี
        หากเราอยากรู้ว่า ตนเองติดเชื้อ เอดส์
(HIV) หรือไม่ ก็ต้องไปตรวจเลือด ซึ่งสามารถรับการตรวจได้ตามโรงพยาบาลทั่วไป   การตัดสินใจจะไปตรวจเลือด ควรเริ่มจากการประเมินว่าตัวเองมีโอกาสได้รับเชื้อมานานถึง 3 เดือนหรือไม่ เพราะถ้ารับเชื้อมาไม่ถึง 3 เดือน แล้วไปตรวจ ผลที่ได้อาจจะไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าตนเองไม่มีเชื้อ เอชไอวี ดังนั้น หากต้องการความแม่นยำของผลการตรวจ ต้องแน่ใจว่าตนเอง มีโอกาสเสี่ยงได้รับเชื้อมานาน 3 เดือนแล้ว

ผลการตรวจ จะมี 2 ลักษณะ คือ  เลือดบวก  และ  เลือดลบ
    -
เลือดบวก  คือ  บุคคลนั้นมีเชื้อ เอชไอวี อยู่ในร่างกายแล้ว
    -
เลือดลบ   คือ  การพบว่า
        1.
บุคคลนั้นยังไม่ได้รับเชื้อ เอชไอวี หรือ
        2.
มีเชื้อ เอชไอวี ในร่างกายแล้ว แต่ยังตรวจไม่พบ เพราะอาจยังรับเชื้อ เอชไอวี มาไม่ถึง 3 เดือน

สถานที่ตรวจหาเชื้อ เอชไอวี ที่ดีที่สุดคือ  สถานที่มีบริการให้คำปรึกษาและแนะนำทั้งก่อนและหลังการตรวจและมีการรักษาความลับของผู้ที่ถูกตรวจ ไม่ว่าจะตรวจเจอหรือไม่ก็ตาม เช่น ไม่ต้องบอกชื่อ ที่อยู่ หรือเบอร์โทรศัพท์  อาทิ คลีนิคนิรนามของสภากาชาดไทย หรือ คลินิกลักษณะเดียวกันตามสำนักงานสาธารณสุข หรือ โรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ

โรคเอดส์ รักษาได้  แม้จะไม่หายขาด

          คนที่ตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อ เอชไอวี ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจร่างกายและขอรับคำปรึกษาในการวางแผน การดูแลสุขภาพที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง
          ดูแลสุขภาพดี ๆ ไม่รับเชื้อเพิ่มรับประทานยาป้องกันโรคติดเชื้อแทรกซ้อน และยาต้านไวรัส เอชไอวี ตามที่แพทย์แนะนำ

คนที่เป็นเอดส์  แล้ว ควรเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทุกแห่ง โดยจะมีอายุรแพทย์และแพทย์เวช ปฏิบัติทั่วไปเป็นผู้ดูแล  วินิจฉัยและรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ และสามารถส่งต่อผู้ป่วยหรือส่งเลือดผู้ป่วยไปโรงพยาบาลศูนย์หรือ โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ที่ใกล้เคียง   ขณะนี้โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค  ให้บริการดูแลปัญหาเอดส์ โดยครอบคลุมการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส รวมถึงการป้องกันการแพร่เชื้อ เอชไอวี จากแม่สู่ลูก  นอกจากนี้ยังมีโครงการนำร่องขยายการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เอชไอวี ในโรงพยาบาล บางแห่งด้วย รายละเอียดสอบถามได้จากกองโรคเอดส์กระทรวงสาธารณสุข หรือ โรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกแห่ง ( โรงพยาบาลจังหวัดมุกดาหาร โทร.0-4261-2978 และ 0-4261-1379  หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร โทร.0-4263-3355 )
ขอข้อมูลแลปรึกษาเรื่องเอดส์ได้ที่

    ü
กองโรคเอดส์ กระทรวงสาธารณสุข โทร.0-2591-8411-2
    ü
กองควบคุมโรคเอดส์ ฝ่ายเผยแพร่อบรมและให้คำแนะนำ กรุงเทพมหานคร โทร.0-2860-8751-6 ต่อ 400 , 401
    ü
คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย โทร.0-2256-4107-9 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00-19.00 . และวันเสาร์ เวลา 09.00-16.00 .
    ü
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและอำเภอ โรงพยาบาลและสถานีอนามัยของกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง  ( จังหวัดมุกดาหาร สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร โทร.0-4263-3355   และโรงพยาบาลมุกดาหาร โทร. 0-4261-2978 , 0-4261-1379 )
    ข้อมูลยาต้านไวรัส เอชไอวี

        ยาต้านไวรัส เอชไอวี หรือเรียกกันย่อ ๆ ว่า
“ยาต้านฯ” เป็นกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเชื้อ เอชไอวี เมื่อเชื้อไม่เพิ่มจำนวน ในขณะที่เชื้อเก่าจะค่อย ๆ ตายไปเอง ภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ซีดี4) ก็ไม่ถูกทำลาย จะค่อย ๆ ฟื้นกลับสู่ระดับปกติ เมื่อภูมิต้านทานดีขึ้นก็ไม่ติดเชื้อฉวยโอกาส ไม่เจ็บไม่ป่วย ร่างกายแข็งแรง ทำงานทำการได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอายุยืนยาวเหมือนหรือใกล้เคียงกับคนทั่วไป  ผู้ติดเชื้อ เอชไอวี ควรเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัส เอชไอวี เมื่อ
    1.
ระดับซีดี4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
    2.
เมื่อมีอาการบ่งชี้ถึงภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น มีเชื้อราในปาก มีริ้วขาวข้างลิ้น เกิดตุ่มพีพีอี (ตุ่มเอดส์) เป็นงูสวัดที่รอยแผลกินบริเวณกว้างมากกว่า 2 นิ้วมือทาบ เป็นต้น
        การเริ่มกินยาต้านไวรัส เอชไอวี เร็วเกินไป พบว่าไม่ได้ประโยชน์มากนัก แต่ถ้าเริ่มให้ยาช้าเกินไป การตอบสนองอาจไม่ดีพอ เช่น ซีดี
4 อาจสูงขึ้นไม่มากนัก

          ในปัจจุบัน มียาต้านไวรัส เอชไอวี ในท้องตลาด 15 ขนาน และมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ปีละ 1-2 ขนาน ซึ่งถ้าจะใช้ยาต้านไวรัส เอชไอวี จะให้ทีละ 3 ขนาน ร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลในการยับยั้งเชื้อ เอชไอวี มากที่สุด และป้องกันการดื้อยา กล่าวคือ ถ้าให้ยาแล้วยังมีเชื้อไวรัส เอชไอวี เหลืออยู่มาก เชื้อก็จะแบ่งตัวการแบ่งตัวจะทำให้ได้เชื้อไวรัสตัวใหม่ที่ดื้อยา
          การดื้อยาอาจเกิดขึ้นได้ถ้าคนไข้กินยาไม่สม่ำเสมอ ระดับยาไม่พอเชื้อก็จะแบ่งตัว และเกิดเชื้อดื้อยา ดังนั้นการกินยาต้านไวรัส เอชไอวี จำเป็นต้องกินอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าเกิดดื้อยาขึ้นมา อาจดื้อต่อยาทั้งกลุ่ม ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้กลุ่มอื่น  หรือในที่สุดอาจไม่มียาต้านไวรัส เอชไอวี ที่ได้ผลให้ใช้เลยก็ได้ ทั้งนี้ การรับประทานยาควรต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคเอดส์ (ภาคอีสาน)
    A.
เครือข่ายผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ภาคอีสาน  โทร.0-4322-0921
    B.
กลุ่มพลังรัก                            โทร.0-9585-2262
    C.
กลุ่มสายใยสัมพันธ์                   โทร.0-4455-9002
    D.
กลุ่มเพื่อนรัตน์                         โทร.0-4459-9151 , 0-4453-6203-6
    E.
กลุ่มมิตรภาพท่าตูม                  โทร.0-4459-1156 ต่อ 132
    F.
กลุ่มบ้านร่มเย็น 1                     โทร.0-4374-0993 ต่อ 158
    G.
กลุ่มเพื่อนขอนแก่น                   โทร.0-4322-7509
    H.
กลุ่มเพื่อนชุมแพ                      โทร.0-4331-1044 , 0-4331-2044
    I.
กลุ่มเพื่อนกุฉินารายณ์               โทร.0-4385-1291
    J.
กลุ่มเพื่อนยางตลาด                  โทร.0-9577-1842
    K.
เครือข่ายเพื่อนกาฬสินธิ์             โทร.0-1708-5656
    L.
กลุ่มทานตะวัน                         โทร.0-4284-1101 , 0-4284-1718
    M.
กลุ่มดอกแก้ว                          โทร. 0-4281-7132
    N.
เครือข่ายผู้ติดเชื้ออุดรธานี          โทร.0-4224-2835 , 0-1717-9822
    O.
กลุ่มภูพานทอง                        โทร. 0-4236-0322
    P.
มิตรภาพศรีเชียงใหม่                 โทร.0-4241-2204
    Q.
กลุ่มสว่างจิต                           โทร.0-1572-9989
    R.
กลุ่มเพื่อชีวิตใหม่                     โทร. 0-4560-7216 , 0-1063-1535
    S.
ชมรมแบ่งใจสายใยรัก               โทร. 0-9947-2518
    T.
กลุ่มเพื่อนรักและผูกพัน              โทร. 0-4353-0301

มะเร็ง มหันตภัยร้าย ปีมะแม


       
สาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทยเรา ในอันดับต้น ๆ นอกจาก โรคหัวใจ และ การเกิดอุบัติเหตุแล้ว คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก โรคมะเร็ง ที่เป็นมหันตภัยร้าย ที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นว่าเล่น ตั้งแต่ยุคอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยความเป็นจริงแล้ว สาเหตุของการเสียชีวิต ดังกล่าวนี้ เราท่านป้องกันได้ ถ้ามีการเตรียมการณ์ป้องกัน และมีการระแวดระวังรักษาร่างกายของตนเองที่ดี    มะเร็ง  สามารถเกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย  แต่ที่พบบ่อยมักเกิดกับอวัยวะที่สำคัญ เช่น ปอด เต้านม ปากมดลูก ลำไส้ใหญ่ รังไข่ แต่เดิมนั้นเชื่อกันว่ามะเร็งรักษาไม่ได้เลย  แต่ด้วยวิทยาการทางแพทย์สมัยปัจจุบัน ทำให้มะเร็ง.. รักษาได้  ถ้าหากมีการตรวจพบและรักษาในระยะเริ่มต้น  ทางป้องกันที่ดีที่สุด ก็คือการให้ความสนใจกับร่างกายตัวเองมากที่สุด และตรวจร่างกายเป็นประจำ   สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง มี 2 อย่างที่สำคัญ คือ เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย เช่น ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีการระคายเคืองเป็นเวลานาน เช่น เด็กที่มีความผิดปกติมาแต่กำเนิดก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือมะเร็งกระดูก มะเร็งเต้านม มะเร็งไต มะเร็งปากมดลูก  อย่างที่สอง เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกายที่เราเคยสัมผัสมาก่อน เช่น รังสี สารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหารและสิ่งแวดล้อม การสูบบุหรี่ การได้รับเชื้อโรคบางชนิด เช่น ไวรัส พยาธิ เชื้อรา ตัวอย่างของโรคมะเร็งในตับ มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งหลังโพรงจมูกเป็นต้น   โดยเฉพาะสาเหตุที่เกิดจากภายนอกร่างกายเรานั้น สามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันได้  แนวทางการป้องกันตัวเอง ที่เรียกว่า บัญญัติในการลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งที่แพทย์แนะนำคือ เรื่องของอาหาร ควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วนและเลือกรับประทานอาหารที่มี วิตามิน เอ ซี อี ให้มาก ๆ รวมทั้งอาหารที่มีกากควรรับประทานให้มากขึ้น  ส่วนอาหารที่ไม่ควรรับประทาน คือ อาหารที่มีรสชาดเค็มจัด และมีเชื้อราขึ้น  ยกเว้น เนยแข็ง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง เช่น ปลาย่าง เนื้อย่าง ไก่ย่าง หมูย่างเป็นต้น  รวมทั้งไม่ควรรับประทานอาหารที่ร้อนจัด ๆ เหล้า บุหรี่ ก็ไม่ควรแตะต้อง  ปริมาณอาหารก็ควรรับประทานให้เหมาะสมไม่มากเกินความต้องการ  โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง น้ำชา-กาแฟ ก็เช่นเดียวกันไม่ควรดื่มมาก  ร่างกายควรมีการผักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่โหมงานหนักมาก เพราะจะทำให้ไม่สบายและภูมิต้านทานโรคลดลง ที่สำคัญที่สุด ร่างกายตัวเราควรจะสะอาดอยู่เสมอ อาบน้ำชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายเป็นประจำ  นี่คือวิธีการในการลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งแบบง่าย ๆ ที่เราท่านสามารถปฏิบัติกันได้อยู่แล้ว ..มีมะเร็งส่วนหนึ่งที่ถือได้ว่า เป็นมหันตภัยร้าย ของปีมะแม หรือไม่ก็เป็นอภิมหาอมตะของโรคมะเร็งของปีมะแม ก็คือ  มะเร็งในเม็ดเลือดขาว  ซึ่งมีสาเหตุ อยู่ 4 ลักษณะ คือ อย่างแรกเกิดจากเชื้อไวรัส  สาเหตุที่ 2 เกิดจากกัมมันตภาพรังสี สาเหตุที่ 3 จากสารเคมี   และสาเหตุที่ 4 จากสิ่งแวดล้อม รอบตัว โดยเฉพาะในปีปัจจุบันปี มะแม 2546 ซึ่งถือได้ว่าเป็นปีแห่งความเจริญทางด้านวัตถุมากมาย อาทิ ควันรถยนต์ และรถอื่น ๆ ควันโรงงานต่าง ๆ  ยางมะตอย สารเคมีในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ผ่าน อยฯลฯ ซึ่งสิ่งต่าง ๆเหล่านี้ มีสารบางอย่างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโคโมโซม ลักษณะอาการของคนที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดก็คือ ซีดเซียว อ่อนเพลีย เลือดออกง่าย เช่น จุดช้ำตามตัว ตกเลือดตามที่ต่าง ๆ เกิดก้อนในท้องเนื่องจากม้ามโต แต่คนที่มีอาการตามลักษณะนี้บางครั้งอาจไม่ได้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดก็ได้ เพราะฉะนั้นหากมีลางบอกเหตุ ประมาณคล้าย ๆ ที่กล่าวมานี้ อย่าเพิ่งท้อแท้ หมดกำลังใจ ให้ไปพบแพทย์ก่อน แล้วจึงวินิจฉัยว่าเป็นอะไร ซึ่งหากเราตรวจพบเร็ว โอกาสที่เราจะหายจากโรคร้ายได้เร็วก็มีมากเช่นเดียวกัน…ข้อคิดอย่างหนึ่งคือ ถ้าสุขภาพของตัวเราดี แข็งแรง สะอาดสะอ้าน มีการรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้จิตใจเบิกบานแจ่มใส โอกาสท มะเร็งจะมาเยี่ยมเยือนก็น้อยลง..ตามลำดับ..

คำกลอน ผญา  สำหรับ คอสุรา ( 10 จอก )
จอกหนึ่ง
.. เอ็นคอพึง..บ่ ทันปาก
จอกสอง
..เสียงกระซาก..ผิดสำนวน
จอกสาม
..ซวนพ่อเฒ่า..เป็นสหาย
จอกสี่
…ซวนนาย..ลงเป็นมิตร
จอกห้า
...คิดอยากด่า..เมียตน
จอกหก
...เห็นคนเดิน..แล้วฮ้องใส่
จอกเจ็ด
..เหลียวเห็นไก่..ว่าแม่นหมู
จอกแปด
..ใบหูแดง..หน้าก็แดง
จอกเก้า
...เปล่งวาจา..ว่าผู้ใด๋..มาบ่..ย่าน
จอกสิบ
..อ่าน..กอ..ขอ..กอ..กา..นอนกับหมา ..
เกือกขี้ฝุ่น..จักว่าอุ่น ..บ่.อุ่น ตากแดดจนสาย
พิษสุรา มันหาย
..เหงื่อไคล..มัน.ย้อย…

โรคหัวใจ กับการป้องกันและรักษา

        โรคหัวใจ เป็นโรคที่ทุกคนมีสิทธิ์ ที่จะเป็นกันได้  สิ่งสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจ ก็คือ การสนใจตัวเองเพิ่มขึ้น เสียสละเวลาเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ เพื่อจะได้ทราบถึงแนวทางในการป้องกัน ซึ่งการเสียสละเวลาในส่วนนี้นับว่าคุ้มค่ากับชีวิตอย่างมากทีเดียว และสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่ในขณะนี้ อย่างเพิ่งหมดกำลังใจหรือคิดว่าตัวเองเป็นโรคร้าย แต่อดีต นั้นอาจมีความเชื่อว่าโรคหัวใจเมื่อเป็นแล้วจะไม่ทางรักษาให้หายขาดและภาวะการณ์ของโรคในร่างกายจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ แต่ปัจจุบัน พบว่าบางครั้งโรคหัวใจสามารถรักษาให้หายได้ เช่น การใช้ยาลดไขมันโคเลสเตอรอล อาจทำให้เส้นเลือดกลับขยายใหญ่ขึ้น รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตช่วยทำให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้น วารสารแพทย์แลนเซ็ทของประเทศอังกฤษ ได้เคยรายงานว่าผู้ป่วย 22 คน ที่เป็นโรคหัวใจรุนแรง แต่เมื่อแพทย์กำหนดให้รับประทานอาหารมังสวิรัติที่มีไขมันต่ำ ลดความเครียด ออกกำลังกายพอสมควร และงดสูบบุหรี่ ทำเช่นนี้ 1 ปี เมื่อถ่ายเอ็กซเรย์ เส้นเลือดพบว่าเส้นเลือดที่เคยอุดตัน ลดลง ถึงร้อยละ 7   สำหรับสุขภาพร่างกายแล้ว บางโรคโดยเฉพาะโรคหัวใจเราสามารถป้องกันได้ คือ การจัดตารางชีวิตให้มีการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งจะช่วยบอกแนวโน้มของการเป็นโรคหัวใจได้  เพราะจากการตรวจจะทำให้เราทราบว่า มีระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูงหรือไม่ เพียงใด ถ้าสูงก็สามารถแก้ไขก่อนได้ ก่อนที่จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดซึ่งจะนำมาซึ่งการเป็นโรคหัวใจ   การตรวจสุขภาพโดยการเน้นตรวจโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ จึงควรตรวจตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน เพื่อดูว่าเด็กมีโรคหัวใจแต่กำเนิดหรือไม่ เพราะโรคหัวใจแต่กำเนิด บางครั้งก็ไม่แสดงอาการอะไร  ต่อมาก็ควรมีการตรวจหัวใจในช่วงก่อนเข้าทำงานเมื่ออายุ 40 ปี ขึ้นไปก็ควรตรวจโรคหัวใจขาดเลือด รวมทั้งหากมีอาการหรือมีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ก็ควรตรวจด้วยเช่นกัน…
        แนวทางการดำเนินชีวิต อย่างเป็นธรรมชาติ ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
  โดยเฉพาะโรคหัวใจที่เกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน  แนวทางที่แพทย์แนะนำคือ การใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสงบ ไม่เร่งรีบจนเกินไป ไม่เคร่งเครียด วิตกกังวล  มากไป และพยายามอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและใช้ชีวิตให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดจะทำให้คุณมีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อยลง เรื่องการกิน การดื่ม ก็มีความสำคัญอย่างมาก ควรจะทานอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย ถ้าร่างกายอ้วนหรือมีไขมันในเลือดสูง ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันจากสัตว์และน้ำมันมะพร้าวรวมทั้งเนยกะทิ และ ไอศกรีม เครื่องดื่มต่าง ๆ ก็ควรให้เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด  ยกตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มที่ดีที่สุด คือ น้ำสะอาด หรือน้ำต้มเดือด ที่ทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว ส่วนเครื่องดองของเมาทุกชนิดรวมทั้งบุหรี่และยาเสพติดควรหลีกเลี่ยง  ที่สำคัญการออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ…การปฏิบัติตัวเอง อย่างถูกต้อง  และการออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจ..มหัตภัยร้ายที่พล่าชีวิตผู้คนมานักต่อนัก ตั้งแต่ยุคอดีตกาล จนกระทั่งปัจจุบัน ได้  ความมีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรคภัย ย่อมเป็นที่พึงพอใจแก่คนเราทุกคน .. ใช่ไหมครับ…

ความเครียด..อันตรายต่อสุขภาพ


        ควรเติมความรัก ให้กับตัวเอง และบุคคลอื่นให้มากขึ้นร่างกายและจิตใจของคนเรานั้น มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด   การเจ็บไข้ได้ป่วยหลาย ๆ โรค มีสาเหตุมาจากภาวะของจิตใจ โดยเฉพาะภาวะจิตใจที่เกิดความเครียดเรื้อรังหรือรุนแรง ชีวิตของคนไทยทุกวันนี้ต้องพบและเผชิญกับสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เช่น ตกงาน หย่าร้าง สูญเสียคนรัก ลูกสอบตก ทวงหนี้ของเจ้าหนี้ ลูกกับปัญหาวัยรุ่น และยาเสพติด รวมทั้งปัญหาในเรื่องงานที่ต้องรับผิดชอบมาก เรื่องการเงินที่ต้องแบกภาระลำพัง  นอกจากนี้ยังพบว่าบุคลิกของคนเรามีส่วนทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน  ในทางจิตวิทยาจะเรียกกลุ่มคนที่มีโอกาสเกิดความเครียดได้มากกว่ากลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพแบบ A คือคนในกลุ่มนี้จะจริงจังกับทุกอย่างไม่ว่ากับตัวเอง กับครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน เป็นคนตรงต่อเวลามากเกินไป เช่น มองดูนาฬิกาอยู่ตลอดเวลา ทำงานก็คาดหวังว่าจะต้องได้ผลดีที่สุด มุ่งมั่นแต่จะเอาชนะ แม้แต่ชนะตัวเองก็ต้องชนะให้ได้ คนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจหรือเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย มากกว่าคนทั่วไปถึง 7 เท่า  ดังนั้นสำหรับคนที่มีความเครียดมาก ๆ หรือเป็นคนที่เครียดได้ง่ายควรละความเครียดลงบ้าง เพราะความเครียดเป็นอันตรายต่อชีวิต และสุขภาพวิธีการลดความเครียดจะช่วยได้อย่างมาก การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดอาการเครียดได้อย่างดี..ความเครียดต่าง ๆ นำไปสู่ภาวะสุขภาพจิตไม่ดี หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเป็นโรคได้ ดังนั้นเมื่อเกิดความเครียดขึ้นในจิตใจ การรักษาหรืออาจเรียกง่าย ๆว่า การกำจัดความเครียดขึ้นในจิตใจ ควรเริ่มต้นการรักษาจากเรื่องความประพฤติก็คือ การค้นหาให้พบว่าต้นเหตุของความเครียดคืออะไร แล้วจึงกำจัดต้นเหตุของความเครียดนั้นออกไป  ความประพฤติก็ควรจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพื่อจะไม่ให้ย้อนกลับไปที่ต้นเหตุของความเครียดเดิมอีก.
        ความมีสุขภาพจิตที่ดี
ย่อมเป็นสิ่งที่หอมหวาน ที่เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน  องค์การอนามัยโลกได้ให้ความหมายของ “ สุขภาพจิต “ ว่า สุขภาพจิตไม่ใช่โรคประสาท หรือโรคจิต แต่เป็นลักษณะของจิตใจที่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมได้ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น มีความมั่นคงทางจิตใจ อยู่ที่ใดก็ได้โดยไม่รู้สึกขัดแย้ง มีแต่ความสุขความสบายใจ เพราะฉะนั้นตามความหมายของคำว่า สุขภาพจิต แล้ว เราต้องยอมรับและปรับตัวเองให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตตามกรอบของสังคมด้วยความมั่นใจ เพราะเป็นหนทางสู่การความมีสุขภาพจิตที่ดีนั่นเอง…  ทุกวันนี้คนเรากำลังถูกความเครียดเข้ามาคุกคามชีวิตอยู่เกือบตลอดเวลา ความเครียดจึงเป็นเหมือนเพชรฆาตตัวร้ายตัวหนึ่ง ที่กำลังทำลายชีวิตของคนเรา ทั้งในด้านสุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิต  ความเครียดจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้เข้ามาคุกคามกับชีวิตของเราเป็นเวลานาน ๆ เราควรหาทางกำจัดหรือหลีกเลี่ยงจากความเครียดให้เร็วที่สุด  การกำจัดความเครียดก็คือ การใช้ชีวิตให้มีความสมดุล  เพื่อนำไปสู่สุขภาพที่ดีของร่างกาย และจิตใจที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า ความเครียดหรืออาการเครียดทางจิตใจนั้น มักมีสาเหตุหลักมาจากความไม่สมดุล ของการดำเนินชีวิตปัจจุบัน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สิ่งแวดล้อม…นั่นเอง  ความต้องการพื้นฐานในชีวิตของคนเราที่ไม่อาจขาดได้คงเป็นเรื่องของความรัก  เพราะคนเราจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขไม่ได้หากว่าคน ๆ นั้น ขาดความรัก ที่สำคัญคือ คนที่ขาดความรักมักเป็นแรงผลักดันให้เขาพบปัญหาในชีวิตตามมา และนำไปสู่ภาวะความเครียดในที่สุด   อย่างในกรณีเด็กทารกที่ขาดความรัก ขาดการเลี้ยงดูอย่างอบอุ่นจากผู้เป็นพ่อ-แม่  เด็กทารกนั้นจะมีอาการเซื่องซึมเหงาหงอย  หรืออาจเกิดอาการ “ เฉา “ และเสียชีวิตได้โดยไม่มีอาการเจ็บป่วยทางกายเลย  ส่วนในเด็กวัยรุ่น ก็จะแสดงอาการขาดความรัก ด้วยการประชดประชันชีวิตด้วยการทำตัว เกเร  เลือกทางเดินชีวิตแบบผิด ๆ ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวในชีวิต  .. เรื่องความรักเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คุณควรเติมความรักให้ใจของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยการรักตัวเอง หรือรักผู้อื่นก็ตาม… เมื่อมีความรัก เป็นพื้นฐานแก่จิตใจ ให้แก่ผู้อื่น แล้ว ปัญหาในเรื่องความเครียดที่เกิดขึ้นก็จะไม่เข้ามาคุกคามในชีวิตจิตใจของเรา ..อันจะนำไปสู่ความมีสุขภาพกาย และจิตใจที่ดี ต่อไป..

เหล้า บุหรี่ มีผลต่อร่างกาย ทั้งปอด และหัวใจ 

        การใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ในสังคมปัจจุบัน ต้องพบปะผู้คน เป็นกิจวัตรประจำวัน ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้  แน่นอน เราไม่อาจปฏิเสธ ถึงการต้องมีกิจกรรมร่วมกันต่าง ๆ เมื่อมีการรวมกลุ่มกันของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็น งานส่วนรวม หรืองานส่วนบุคคล ล้วนแต่หลีกเลี่ยง สิ่งที่เรียกว่า เหล้า บุหรี่  ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อกันว่า ช่วยเพิ่มพูนให้งานเลี้ยงมีความครื้นเครง สนุกสนานมากขึ้น ไม่ได้ หรือ น้อยมาก งานใดไม่มีสิ่งเหล่านี้ ถือว่าไม่เป็นที่ถูกใจ บรรดาผู้คนโดยส่วนมาก ซึ่งค่านิยมแบบนี้ ในปัจจุบันน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว   หากพิจารณา ถึงผลดี ผลเสีย ของ เหล้า บุหรี่ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “ สารเสพติด “ แล้ว การได้มีความครื้นเครง สนุกสนาน ชั่วครู่ชั่วยามในงานเลี้ยง ก็ไม่อาจเปรียบกับความสูญเสีย ที่จะตามมาซึ่งประเมินค่าไม่ได้ ทั้งอาจเสียถึงชีวิต หรือไม่ก็เป็นโรคร้ายติดตามมา…ก็แล้วแต่ว่า มีการป้องกัน หรือ  รอบคอบกันขนาดไหน … 
        การดื่มเหล้า เป็นสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจ และหลอดเลือด
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าโรคหัวใจเป็นโรคที่อาจส่งผลถึงชีวิตได้ ดังนั้น แนวทางหนึ่งในการหลีกเลี่ยง หรือป้องกันโรคหัวใจไม่ให้เกิดขึ้น คือ การลดดื่มเหล้า การดื่มเหล้ามีผลต่อการเป็นโรคหัวใจ จากการศึกษาพบว่า ถ้าลำพังดื่มเหล้าในปริมาณน้อย คือวันละไม่เกิน 30 กรัม ของ เอทานอล 40 ดีกรี  หรือเทียบเท่ากับเบียร์สองขวดเล็ก กรณีอย่างนี้จะไม่เป็นอันตรายต่อระบบหัวใจหลอดเลือด แต่ว่าในทางปฏิบัติแล้ว พบว่าเป็นการยากที่คนดื่มเหล้าจะดื่มแต่น้อย ส่วนใหญ่มักดื่มในปริมาณมาก และการดื่มเหล้าในปริมาณมากนี้เอง มีผลโดยตรงต่อการเพิ่มความดันโลหิตและยังเพิ่มโอกาสการเกิดอัมพาตเฉียบพลัน อาหารอัมพาเฉียบพลันคือ อาการผิดปกติที่เกิดกับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง  นอกจากนี้ยังพบว่าการดื่มเหล้ามีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง การเต้นของหัวใจผิดจังหวะ ดังนั้นคนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำและดื่มเป็นปริมาณมากจึงควรลดปริมาณการดื่มลง และหากเป็นไปได้ควรหาทางเลิกดื่มให้ได้ จะดีต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งยังลดอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย    การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหลาย ๆ โรค โดยเฉพาะผลของการสูบบุหรี่ ที่กลุ่มโรคหัวใจหลอดเลือด 
        พบว่าบุหรี่มีผลโดยตรงต่อการเกิดโรคหัวใจโคโรนารี่ หรือโรคหัวใจขาดเลือด 
โรคเส้นเลือดในสมองนี้เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำที่ทำหน้าที่เลี้ยงเนื้อสมอง ทำให้เนื้อสมองบางส่วนหรือสมองทั้งหมดสูญเสียสมรรถภาพ ก้อนเลือดจากที่อื่นหลุดมาอุดเส้นเลือดทำให้ปรากฎอาการออกมาหลายอาการ เช่น ชัก สับสน แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก และอาจถึงเสียชีวิตได้ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ก็ยังมีผลต่อการเกิดอาการปลายเส้นเลือดแดงอักเสบอีกด้วย จากการศึกษา ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจนั้น มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ จำนวนมวนที่สูบ อายุที่เริ่มสูบและ ความลึกของการหายใจเอาควันบุหรี่เข้าไป   หลังจากการหยุดสูบบุหรี่ เป็นเวลา 1 ปี โอกาสเสี่ยงจะลดลง 2 – 4 เท่า และความเสี่ยงนี้ ก็จะลดลงเรื่อย ๆ   ภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากจะเกิดจากสาเหตุสำคัญคือ ความเครียดของคนเราแล้ว การสูบบุหรี่ก็มีผลโดยตรงกับระดับความดันที่สูงขึ้น  และยังมีผลรุนแรงมากขึ้นอีกด้วย เพราะหลังจากที่เราเริ่มสูดดมควันบุหรี่ครั้งแรกเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ความดันซิสโตลิค ในร่างกายของเราก็จะเพิ่มขึ้นได้ถึง 25 มิลลิเมตรปรอท  ซึ่งหากยังคงสูบบุหรี่ติดต่อกันไปเรื่อย ๆ อันตรายก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน โดยสัญญาณที่จะบอกถึงอันตรายที่เราจะได้รับ ก็คือว่า รู้สึกว่าปลายแขนและปลายขาจะเย็นอยู่บ่อย ๆ เพราะเส้นเลือดตีบตันลงทำให้เลือไปเลี้ยงปลายแขน และปลายขาไม่ถึง  ซึ่งหากมีอาการรุนแรงถึงขั้น เส้นเลือดอุดตันสนิท เลือดก็จะไปหล่อเลี้ยงแขนและขาไม่ได้ผล ผลที่ตามมาคือ อวัยวะส่วนนี้อาจจะเน่าถึงกับต้องตัดออกได้  ภัยร้ายแรงของบุหรี่  ก็คือทำให้เกิดมะเร็ง  โดยส่วนใหญ่พบว่า คนทั่วไปมักเป็นมะเร็งจากสาเหตุภายนอกมากกว่า  นั่นคือการ สูบบุหรี่   ในอเมริกามีการวิจัยเรื่องบุหรี่กับมะเร็งปอด พบว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่เป็นมะเร็งเพียง 1 ใน 800 ในขณะที่คนสูบบุหรี่จัด คือสูบเกิน 20 มวนต่อวัน เป็นเวลา 30 ปี ขึ้นไปเป็นมะเร็งปอดถึง 1 ใน 23 ส่วนการศึกษาในเมืองไทย ก็พบว่า 80 % ของผู้มีประวัติสูบบุหรี่จัด 20 มวนต่อวัน  
        แน่นอนว่าการสูบบุหรี่มีผลทำให้เกิดโรคมะเร็งในปอด สารพิษต่าง ๆที่อยู่ในบุหรี่นั้นก็สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งกับอวัยวะต่าง ๆ ได้
เช่น สารนิโคติน จะจับอยู่ที่ริมฝีปาก เยื่อหุ้มริมฝีปาก และบางส่วนที่จะซึมเข้าสู่เส้นเลือด  และในคนที่สูบบุหรี่ แบบกล้อง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งที่ริมฝีปากด้วย ส่วนสารทารัสซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ในกระดาษ และใบยาจะมีสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังมีสารทาร์หรือสารสีดำ จะมีสารที่มีส่วนประกอบที่เรียกว่า เบนโซไพริน ซึ่งเชื่อกันว่าทำให้เซลล์แปรเปลี่ยนเป็นเซลล์ มะเร็งได้
       
สารระคายเคืองต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุหลอดลมก็กลายเป็นจุดกำเนิดของมะเร็ง รวมทั้งในบุหรี่ยังมีสารหนู ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อันตรายจากการสูบบุหรี่นี้สามารถลดระดับอันตรายลงได้ด้วยการเลิกสูบบุหรี่เท่านั้น  จะเห็นได้ว่า พิษภัยจากการใช้สารเสพติด ดังกล่าวข้างต้น มีผลโดยตรงต่อ สุขภาพของเรา ทำให้เรามีเวลา ใช้ชีวิต อยู่ในโลก สีเขียว อมรพรรณ ใบนี้ น้อยลงไปมาก  หนทางอื่น ๆ ที่จะใช้ในการทำให้บรรยากาศ งานเลี้ยง ต่าง ๆ สนุกสนาน ครื้นเครง มีหลายวิธี ที่ไม่ต้องเข้าไปใช้บริการของสารเสพติดเหล่านี้ช่วย  หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ใช้วิธีลดปริมาณลงให้ได้มากที่สุด และเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายให้มากขึ้น ท่าจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของท่านเอง เป็นอย่างมาก ….

กระเพาะอาหาร คลังกักเก็บอาหารของร่างกาย

        อาหาร ประเภทต่าง ๆ ที่เรารับประทานกันเข้าไป   กันทุกมื้อ ทุกวัน ย่อมมีคุณค่าต่างกัน แล้วแต่ละประเภทของอาหาร  จุดประสงค์ก็เพื่อดำรงชีวิต ให้อยู่ได้ต่อไป เพื่อเผชิญกับปัญหานานาประการ ที่จะอุบัติ..มี ภายในโลกใบสีฟ้า อมรพรรณ ใบนี้ ต่อไป    เราท่านทั้งหลายไม่ควรรับประทานอาหาร มากหรือน้อย จนเกินไป  แต่ก็อีกนั้นแหละ  ยามใดเมื่อพลั้งเผลอ อาหารที่รับประทานเข้าไปนั้น มันชั่งมีรสชาดถูกอกถูกใจเป็นพิเศษ ก็จะต้องรับประทานกันให้เต็มคาบ     แน่นอนละ … นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคอ้วน หรือ อาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร หรือ โรคกระเพาะอาหาร ที่ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของทุกท่าน   อาการที่พบบ่อย ๆ ในกระเพาะอาหาร มีดังนี้
        อาหารไม่ย่อย
  Indigestion หรือ Dyspepsia  เป็นอาการที่พบบ่อยมาก ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ เภสัชกรหรือ บุคคลากรทางการแพทย์ โดยบอกเล่าว่า รู้สึกแน่นอึดอัดในช่องท้องส่วนบน หลังรับประทานอาหาร ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับชนิดของอาหารที่กิน โดยปรากฎอาการเรอ ท้องอืดแน่นเฟ้อ หรืออาการจุกเสียดและอาการปวดท้องตามมาด้วย ถ้าปวดท้องในตำแหน่งรอบ ๆ สะดือมักจะเกิดพยาธิสภาพที่ลำไส้เล็ก ถ้าเกิดบริเวณลิ้นปี่ ( Epigastric pain ) มักจะมีสาเหตุที่กระเพาะอาหาร , ลำไส้เล็กส่วนต้น , ทางเดินน้ำดี ( ท่อน้ำดี ) หรือตับอ่อน ถ้าเกิดที่บริเวณต่ำกว่าสะดือ มักมาจากสาเหตุที่ไส้ติ่ง ( Appendix ) ลำไส้ใหญ่หรืออวัยวะในส่วนอุ้งเชิงกราน
           
อาการปวดแน่นที่เกี่ยวกับอาหาร มักมีต้นเหตุจากหลอดอาหาร อักเสบเฉียบพลันหรือมะเร็งของกระเพาะอาหาร มักเกิดภายหลังกินอาหารแล้วเสร็จ นอกจากนี้อาจเกี่ยวกับชนิดของอาหารที่รับประทาน เช่น น้ำนม อาหารที่มีไขมันสูง หรือจากยาบางชนิด
            สภาพที่มีกรดในกระเพาะอาหารมาก
Hyperacidity  คนบางคนจะมีอาการปวดท้องบริเวณส่วนบน คือบริเวณลิ้นปี่มากเวลากระเพาะอาหารว่าง ซึ่งมักเกิดเมื่อการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินพอ ทำให้เกิดอาการปวดท้องจนตัวงอ กรดนั้นเมื่อหลั่งออกจากผนังส่วนลึกของกระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันกระเพาะอาหารว่างก็จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อของกระเพาะอาหารบีบตัวและเกร็ง บางครั้งร่างกายไม่ได้บริโภคอาหารกรดซึ่งเป็นส่วนผสมน้ำย่อยของกระเพาะ จำทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดการอักเสบและแผลขึ้นได้  ถ้าผู้ป่วยเหล่านี้กินยาต้านกรด หรือยาทำลายกรด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยาที่ออกฤทธิ์เป็นด่างก็จะช่วยบรรเทาอาการลงได้อย่างมาก ฉะนั้นเราไม่ควรปล่อยให้กระเพาะอาหารว่าง ถ้าหิวควรบริโภคอาหารหรือน้ำนม ซึ่งอาการปวดจะทุเลาลงในทันทีทันใด
            อาการจุกเสียดที่หลอดอาหาร
Heart burn   มักมีสาเหตุมาจากกรดในกระเพาะอาหารล้น (ทะลักล้น) ขึ้นมาถึงบริเวณหลอดอาหารผลทำให้เกิดอาการแสบหน้าอก จุกเสียดแสบกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจร้าวไปที่ต้นคอหรือแขนก็ได้ มักเกิดจากการบริโภคอาหารจำนวนมากเกินไป อาการรุนแรงอาจจะถึงนอนราบไม่ได้ บางรายรู้สึกว่ามีรสเค็มเปรี้ยวจากการไหลย้อนของอาหารในกระเพาะอาหาร บางรายน้ำย่อยออกมา มีรสขมสีเขียวหรือเหลือง ซึ่งมาจากน้ำดี ส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัดเช่น ส้มบางชนิด น้ำมะนาว หรือยาจำพวกแอสไพริน หรือดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ อาการจะเกิดขึ้นทันที และจะบรรเทาลงเมื่อกินยาต้านกรด  บางคนซึ่งขาดแลคเตส ( Lactase ) ไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ ครั้นเมื่อดื่มนมสดซึ่งมีแลคโตสจะเกิดอาการเช่นดังกล่าวข้างต้น คือมวนท้อง ท้องอืดแน่น
            ท้องอืดเฟ้อ มีลมในลำใส้ เรอ
  Flatulence  เกิดจากมีแก๊สในลำไส้มากเกินไป ต้นเหตุมาจากอาหารที่บริโภคเกิดการบูดเน่า จากแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งเกิดได้จากทั้งอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และโปรตีน จะผลิตแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซค์ และ ไฮโดรเจน ครั้นเมื่อรวมตัวกับ Indoles , Skatol และกัมมะถัน ทำให้เปลี่ยนรูปเป็นแก๊สมีเทนในลำไส้ใหญ่ เมื่อผายลมออกมาจะมีกลิ่นเหม็นคลุ้ง  เมื่อแก๊สมีปริมาณมากขึ้นจะทำให้เกิดอาการแน่นท้อง เรอและท้องอืดท้องเฟ้อตามมา อาหารที่ทำให้เกิดแก๊สมาก ก็คือ พืชสกุล ถั่ว รวมทั้งน้ำอัดลมต่าง ๆ ผลมะเดื่อ อินทผาลัม ลูกพรุน องุ่นรวม ทั้งหัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง ( Asparagus ) ด้วย  ซึ่งเมื่อเราเรอออกมาหรือผายลม อาการจะบรรเทาลงทันที   ถ้าเราหลีกเลี่ยงไม่บริโภคอาหารเหล่านี้ ก็จะเกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อน้อยลงอย่างมาก ยาบางชนิดจะช่วยขับลมในลำไส้ให้ผายลมได้สะดวก แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนที่จะหาซื้อไปกินเอง เพราะท่านอาจจะป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ซึ่งจะปรากฎอาการคล้ายคลึงกันได้
            เบื่ออาหาร
Anorexia บางครั้งคนเราจะรู้สึกเบื่ออาหาร ไม่อยากกินอาหารหรือกินอาหารเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็อิ่มเร็วผิดปกติ ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยด้วยโรคของระบบทางเดินอาหาร และโรคตับ เช่น อาการน้ำดีซ่านตัวเหลือง ตาเหลือง ในโรคตับอักเสบอย่างเฉียบพลัน หรือผู้ป่วยโรคมะเร็งของกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบและบางส่วนอุดตัน ก็ปรากฎอาการเช่นนี้ บางครั้งอาการปวดเจ็บเรื้อรังอาจทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารได้   นอกจากนี้พบได้ในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวชนิดรุนแรง เช่น ไตวาย ระบบหายใจล้มเหลว ต่อมพาราไทรอยด์ชนิดเป็นพิษผู้ป่วยโรคมะเร็งจะปรากฎอาการเบื่ออาหาร เมื่อเกิดภาวะซึมเศร้าทางจิต เหม็นกลิ่นอาหารที่ไม่ชอบหรือบางรายเกิดจากยา หรือสารเคมีที่เราใช้บำบัดโรคมะเร็ง หรือ กินยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะด้วย
        กระเพาะอาหารอักเสบ
Gastritis    เป็นคำที่ใช้เรียกโรคซึ่งเกิดจากมีการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ( Mucosa ) บางครั้งการอักเสบนี้รุนแรงลุกลามเลยออกมาถึงชั้นกล้ามเนื้อ และผนังบุผิวด้านนอก ( Submucosa และ Subserosa ) อาจไม่มีอาการไปจนถึงมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนเลือดออกในกระเพาะอาหารได้
       
ถ้าเกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน ( Acute Gastritis ) มักจะเกิดจากการกินกรดหรือด่างเข้าไป บางครั้งบริโภคอาหาร ซึ่งปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ซึ่งมักจะลามลงไปถึงลำไส้เล็กเสมอ
        สาเหตุ 
 เกิดจากการดื่มสุราเป็นอาจิณ หรือสารพิษ หรือติดเชื้อในกรณี อาหารเป็นพิษ ( Food Poisoning ) หลังจากได้รับเชื้อเข้าไปขณะที่อาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะ ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกไม่สบายท้อง ถ้าเป็นมื้อเย็นอาจจะเกิดในเวลากลางวัน โดยจะตื่นขึ้นจากการแน่นยอดอก อาการแน่นท้องเป็นมากขึ้นทันที รู้สึกเหมือนมีลมดัน อยากจะเรอออกมา ต่อมาจะเกิดอาการเคลื่อนไส้อาเจียนครั้งแรก เป็นกากอาหารต่อไป เป็นน้ำใส ๆ จนถึงเป็นน้ำดี ปวดศรีษะมึนงง กระหายน้ำร่วมด้วย ในที่สุดเมื่อมีอาการท้องเดิน ควรต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อให้บำบัดที่ถูกต้อง
           
สาเหตุอื่น คือ
        ¨
     การกินอาหารร้อนจัด ชนิดลวกปากลวกลิ้น ดื่มน้ำชาร้อน จัดเป็นประจำ
        ¨
     เครื่องเทศปรุงรสเช่นพริก เมื่อสัมผัสกับเยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดอาการอักเสบขึ้นได้
        ¨
     ยาบางชนิด เช่นยาแก้ปวดแก้เมื่อยยาจำพวกนี้มักมีสภาพเป็นกรด ถ้ารับประทานขณะกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเฉียบพลัน ฉะนั้นควรกินยาหลังอาหารทันที ไม่ควรกินยาพวกนี้ขณะท้องว่างเป็นอันขาด
    ถ้าเกิดอาการดังกล่าวข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง
        อาการเรอ
  Belching  เมื่อเราบริโภคอาหาร มักกลืนเอาอากาศเข้าไปด้วยในปริมาณพอควร เมื่อปริมาณลมสะสมกันมาก ๆ จะทำให้เกิดอาการแน่นท้อง และ เมื่อเรอลมออกทางปากอาการดังกล่าวก็จะบรรเทาลง การกลืนเอาอากาศเข้าไปในช่วงกลืนอาหารถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา บางครั้งอาจเกิดจากการกังวลใจ กินอาหารเร็วเกินไป ไม่เคี้ยวให้แหลกก่อนกลืน ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแก๊สเช่นน้ำอัดลม  น้ำโซดา กินเคี้ยวหมากฝรั่ง ดูดอมลูกกวาด สูบบุหรี่ เป็นหวัดน้ำมูกไหล ใช้ฟันปลอมที่ไม่เหมาะสม ถ้ามีอาการเรอและผายลมร่วมด้วยอาการจะบรรเทาลงอย่างรวดเร็ว
        อาการปวดกระเพาะ
  Gastric pain  จะเกิดขึ้นที่บริเวณส่วนบนของหน้าท้องเสมอ บริเวณใต้ลิ้นปี่ มักจะปวดตื้อ ๆ ไม่รุนแรงบอกขอบเขตไม่ได้ชัดเจนมักเกิดจากการรับประทานอาหารมาก อย่างรวดเร็ว แผลที่กระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ เนื้องอกหรือมะเร็งของกระเพาะอาหาร อาจมีสาเหตุมาจากถุงน้ำดีอักเสบได้เหมือนกัน 
        สำหรับการระงับอาการเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร
ควรมีคุณสมบัติดังนี้
    1.
ฤทธิ์ในการลดกรด  เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต แคลเซี่ยมคาร์บอเนต อลูมิเนียมไฮดรอกไซค์เจล จะทำการลดกรดในกระเพาะอาหาร
    2.
ฤทธิ์ในการขับลม  เช่น น้ำมันอบเชย น้ำมันกานพลู น้ำมันเทียนแกลบ น้ำมันขิง น้ำมันผิวส้ม และเมนทอล จะทำหน้าที่ขับลมจากทางเดินอาหาร
    3.
ฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร  เช่น เอ็นไซม์มาไมเลส และเอนไซม์ไดเอสเตส ทำหน้าที่ช่วยย่อยพวกแป้งและโปรตีน
    4.
ฤทธิ์ในการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบ  เช่น สารสกัดจากสโรโปเลีย จะลดอาการเกร็งตัวของกระเพาะอาหาร
    5.
ฤทธิ์เพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร  เช่น  วิตามิน บี 1
    การใช้สารที่มีฤทธิ์ทั้ง
5 อย่างนี้ ร่วมกัน จะช่วยลดอาการที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารได้  จากที่ได้ทราบมาเกี่ยวกับเรื่องของระบบกระเพาะอาหาร และอาการที่พบมากในกระเพาะอาหาร ข้างต้น ไม่มากไม่น้อย  สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นสำคัญ ก็คือ ความสมถะ หรือความพอดีในการรับประทาน  เพื่อสร้างความสมดุลย์ให้กับร่างกายที่เป็นที่รักของทุกคน หากร่างกายเรามีความสมดุลย์ แล้ว  ( หมายความว่า รับประทานอาหารให้ตรงเวลา แต่พออิ่ม ) ย่อมจะส่งผลดีไปยังส่วนอื่น ๆ อีก ยกตัวอย่าง เช่น ทำให้มีสุขภาพจิตดี ร่าเริง แจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย และที่สำคัญ น้ำหนักตัวก็จะยังคงไม่เพิ่มขึ้น โรคอ้วนจะได้ไม่มาตามราวี…ให้รบกวนจิตใจอีกให้ชีช้ำ ..กระหล่ำปลี ..ไง …ดังนั้น จึงได้บอกว่า ควรดูแล และหมั่นรักษา กระเพาะอาหารของท่านให้มากขึ้น เพราะถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย ….ที่จะต้องให้ความสำคัญ..อย่างใกล้ชิด…เพื่อตัวของท่านเอง และครอบครัว.

BACK-กลับหัวข้อข่าว