รำตำนานมุกดาหาร
จังหวัดมุกดาหารประกอบด้วยชนพื้นเมืองหลายเผ่า ซึ่งแต่ละเผ่าล้วนมีวัฒนะธรรม ที่เป็นแบบฉบับของตนเองไม่ว่าจะเป็นการกินอยู่ ตลอดไปจงถึงการแต่งกายที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของตน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไป ได้ศึกษาจึงได้มีงานรวมเผ่าไทยมุกดาหารมาชามหวานชายโขง ซึ่งในพิธีเปิดงานแต่ละปีจะมีการรำตำนานมุกดาหาร ซึ่งมีเนื้อหาคำร้องเป็นเรื่องราวความเป็นมาของเมืองมุกดาหาร และผู้รำจะแต่งการด้วยชุดพื้นเมืองของชนเผ่าต่างๆ ทั้งหมด 8 เผ่า รำประกอบท่ารำที่อ่อนช้อยงดงาม
เนื้อเพลงตำนานมุกดาหาร
ข้าสิยอมือน้อมนมัสการสิโรราบ เพิ่นผู้สร้างเมืองบ้านตั้งแต่หลัง
บัดนี้ สิได้เล่าบอกอ้างประวัติบอกโบฮานขาน มุกดาหารเฮามีแต่หลังโบฮานสร้าง
บัดนั้น พระได้เติ่นเพื่อพ้องพลเทพพลาหาร นำพลแพนบ่าวสาวซุมเฒ่า
ลงเรือพร้อมประดับประดาตกแต่ง ข้ามแม่น้ำของกั้นฮอดเอยเถิ่ง
ถึงฝั่งน้ำแนวหมู่ตาลซุม พระได้เซาพลเพนเลือกเอ่ยซุ่มเซายาง
พระก็เห็นสิมอ้างอาฮามหลวงของเก่า เป็นวัดฮ้างโบฮานสร้างตั้งแต่หลัง
พระเจ้าคิดใคร่ฮู้อาณาเขตของนคร พระได้เติ่นคนแพนถากเอยถางดงต้นไม้
พระก็เห็นต้นตาลสูงฮูปประหลาด มีเจ็ดยอดซ่อซั้นอินทร์เจ้าแต่งแปง
ก่อนนั้นเป็นชาติซั้นเมืองเอกของโบฮานเก่า เคยฮุ่งเฮืองแต่หลังเหลือส้าง
ถ้าเฮาบารมีแก่กล้าสิบุญฮอดพญาเมือง ขอให้ของมุงคุณแต่หลังเหลือไว้
คืนนั้นก็ได้เกิดปาฏิหารย์ขึ้นเหนือเมืองโบฮานเก่า เป็นหน่วยแก้วลอยขึ้นจากหมู่ตาล
แสงส่องแจ้งแดงเขตแนวนคร ฝูงหมู่ชนเฮาเห็นทั่วแดนเมืองกว้าง
เขาก็สาธุการซ้องพญาเมืองบุญมาก พระจึงตั้งเขตแคว้นนครขึ้นฝั่งของ
นามหน่วยแก้วมุกดาหารนคเรศ ผู้สืบสร้างเมืองบ้านให้ฮุ่งเฮือง
เมืองนี้ยืนอยู่ได้สองร้อยเศษปีหลาย ยืนยังสุขสุขจวบเอยจนทุกวันนี้
ผู้เพิ่นสร้างเมืองนี้กินรียศใหญ่ ได้แก่พญาจันทร์ศรีสุราชเจ้าปางนั้นสืบเอยมา..
ฮีตสิบสอง
ฮีตสิบสองหมายถึง จารีตที่จะต้องประกอบพิธีตลอด 12 เดือน ในรอบปีนักปราชญ์โบราณอีสานได้เขียนเป็นบทร้อยกรองว่าไว้ดังนี้
เถิงเดือนอ้ายให้เสียลานเฮ็ดปลาแดก ให้ลงแขกเกี่ยวเข้ามนต์พระเจ้าเข้ากรรม เดือนยี่บายเอาคันกลาวเข็นข้าวโฮมลานรวมใหญ่ ม้างแล้วตีฟาดฟุ้งเป็นงุ้มก่อบุญ เหลือจากนั้นให้ขนขึ้นใส่เยีย เดือนสามให้เอาบุญเฮือน บุญสู่ขวัญข้าว บุญปะทายข้าวเปลือก เพ็งมาฆะจี่ข้าวบุราณเว้าฮีตคอง เดือนให้เอาบุญพระเวส ตั้งศาลอุปคุตรเพียงตาทำบุญหาคนตายย่ายายให้เถิงท่าน ยามสงกรานต์เดือนห้าให้ฮดสรงพ่อแม่ แห่นางสงกรานต์ สรงน้ำพระประทาน บายศรีผู้เฒ่าโบราณเว้าฮีตคอง เดือนหกวิสาขะบอกไว้บั้งไฟใหญ่ถวยแถน เดือนเจ็ดให้เอาบุญเบิกบานปัดเป่าภัยพิบัติ ตอกหลักปีหลักเดือนยวงสวงมเหศักดิ์หลักเมืองทั่นแดนตาคุ้ม เดือนแปดเครียนเอาผ้ากาสาเทียนธูป ไปฟังธรรมทุกคำเช้าถวายผ้าอาบน้ำฝน เถิงเดือนเก้าเอาบุญข้าวประดับดิน เดือนสิบมาฮอดแล้วให้เอาบุญข้าวสากฟังเทศน์พร่ำพร้อมถวายผ้าหมู่สงฆ์ เดือนสิบเอ็ดสานกระเพียดกรอกน้ำมันฝั่นฝ้ายก่วยตีนกา บุญออกพรรษาใต้น้ำมัน เดือนสิบสองให้เอาบุญข้าวเม่า นำกฐินไปทานทอด ฮีตสิบสองคองโบราณว่าไว้ให้ตัวเจ้าล่ำนำ แดถ่อน
พีธีกรรมโดยย่อของฮีตสิบสอง
บุญเข้ากรรม นิยมทำให้เดือนด้ายเพ็ญ ภิกษุผู้เข้ากรรมจะต้องเตรียมกระท่อมเล็กเล็กสำหรับเข้าปริวาสกรรรมเมื่อได้เวลาแล้วให้เช้าหาสงฆ์ผู้ใหญ่นมัสการแล้วกล่าวคำขอปริวาสพระสงฆ์อยู่ปริวาสกรบแล้วขอมานัต 6 คืน แล้วขออัพภาน เมื่อครบอัพภานแล้วถือว่าภิกษุรูปนั้นบริสุทธิ์แล้ว สำหรับคฤหัสถ์อยู่คอยรับใช้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมจนกว่าจะเสร็จพิธี ผู้ใดเข้าร่วมถือว่าได้บุญมาก
บุญคุณลาน ทำที่ลานนวดข้าวโดยนำข้าวเปลือกมากองรวมกันให้สูงใหญ่บอกกล่าวญาติพี่น้องมาร่วมทำบุญ นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ จัดน้ำหอมไว้ประพรมดยงสายสิญจน์โดยรอบ ถวายอาหารบิณฑบาตร เลี้ยงแขก ประพรมน้ำพุทธมนต์นำไปรดกุ้มข้าว วัวควาย บุญคุ้มและบุญกุ้มข้าวใหญ่ก็ทำเหมือนกัน
บุญข้าวจี่ ในช่วงที่ชาวบ้านได้กินข้าวใหม่ ทายกจะบอกกล่าวนัดวันทำบญข้าวจี่โดยตื่นแต่เช้าตรู่นึ่งข้าวเหนียวเสียบไว้ปิ้งไฟพอเหลืองแล้ว ตีไข่ไก่หรือไข่เป็ดผสมน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลทรายทารอบๆ ข้าวปิ้งสัก 2 รอบแล้วปิ้งต่อไปจนไข่สุกจึงนำไปวัด มีผู้นำกล่าวถวายพระโดยรับศีล ว่าคำถวายข้าวจี่ ถวายพระรับพร อาจมีการเทศน์สัก 1 หรือ 2 กัณฑ์หรือตลอดวันก็ดได้แล้วแต่ศรัทธา
บุญพระเวส คือบุญมหาชาติ การทำทายกจะนำหนังสือเทศพระเวส 14 ผูกมาแบ่งให้ครบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเพื่อเป้นเจ้าของกัณฑ์เะทศนร์แล้วให้ชาวบ้านจับสลาก จึงมีหนังสือนิมนต์พระตามหมู่บ้านต่างๆ ให้มาเทศพระเวสในวันที่ . เป็นวันรวม วันที่ เป็นวันเทศน์ ถึงกำหนดวันญาติโยมมารวมกันที่ศาลาโรงธรรมหรือหอแจก (ทาน) จัดทำข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน สร้างพระอุปคุตไว้ทิศตะวันออกมีดอกไม้ธูปเทียน เมี่ยงหมาก อย่างละพัน หม้อน้ำมนต์ 4 หม้อ ไว้ 4 มุม เมื่อบ่ายแก่ๆ ก็มีพิธิแห่พระเวสเข้าเมือง ตอนเย็นอาจมีมหรสพ เที่ยงคืนหรือค่อนคืนมีการแห่งข้าวพันก้อน เทศน์บอกสักราช (สังกาษ) เทศน์มาลัยเมื่นมาลัยแสน แล้วก็เทศทศพร ไปจนถึงนครกัณฑ์ ช่วงที่มีการเทศน์จบแต่ละกัณฑ์ เจ้าของกัณฑ์ก็เข้าถวายไปเรื่อยๆ บางครั้งอาจมีบุคคลอื่นมีศรัทธานำกัณฑ์เทศน์มาสมทบซึ่งเรียกว่ากัณฑ์หลอน
บุญสรงน้ำ คือ การทำบุญสรงน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ คนเฒ่า คนแก่ นิยมทำในวันสรงกรานต์ คือวันที่ 13 - 15 เมษายน ทุกปี บางแห่งนิยมทำให้วันเพ็ญเดือน 5 โดยการตีกลองรวมญาติโยมที่วัด โดยให้ชาวบ้านำน้ำมาเรืองละหากผสมน้ำอบ (อัม เนียม ขมิ้น ว่านหอม ผสมอย่างใดอย่างหนึ่ง ) พิธีเริ่มโดยการบายศรีพระพุทธรูป รับศีล พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ เอาพระพุทธรูปปลงสรง สรงน้ำพระพุทธรูป สรงสระน้ำพระเจ้าพระสงฆ์ สรงน้ำผู้เฒ่าผู้แก่ จากนั้นอาจจะมีการเนาอีกแต่ทุกวันในตอนบ่ายจะต้องไปสรงน้ำพระ ก่อเจดีย์ทรายจากวันเพ็ญเดือน 5 ถึงเดือน 6 จึงทำพิธีบวชเจดีย์ทรายนิมนต์พระขึ้นก็หมดเขตสรงน้ำ ในช่วงสรงน้ำที่บ้านอาจมีการรดน้ำพ่อแม่ปู่ย่าตายาย สรงน้ำของศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระเครื่อง เขี้ยวเขานองา ฯลฯอาจมีการปล่อยนกปล่อยปลา ทำบุญบ้านอะไรต่างๆ ไปด้วยก็ได้
บุญบั้งไฟ มีการทำบุญบั้งไฟตั้งแต่ดินแดนอีสานของไทย เรื่อยขึ้นไปจนถึงเมืองเชียงรุ้งในจีนตอนใต้ เชื่อว่าการทำบุญขบั้งไฟจะเป็นการบูชาไฟแก่พระยาแถนในสวรรค์ให้บันดาลฝนตกต้องตามฤดูกาล วิธีการทำ เมื่อวัดใดตกลงเป็นผู้จัดก็มีหนังสือขอแผ่บั้งไฟจากหมู่บ้านต่างๆ มาเข้าร่วมพิธีเมื่อถึงวันกำหนดทุก ๆ หมู่บ้านจะนำบั้งไฟของตนมาพร้อมกับพิธีแห่บั้งไฟมีทุกอย่างทั้งฟ้อนเล็บ รำเซิ้ง และการแสดงหยาบโลน การแสดงอะไรๆ ก็ตามในวันแห่บั้งไฟจะเน้นการแสดงเรื่องเพศศึกษาทั้งนั้น อาจจะพบเห็นการเข็นเครื่องเพศชาย-หญิงที่ใหญ่โตมากๆ ฯลฯ ตอนเย็นมีมรสพคบงันตลอดคืน รุ่งเช้าก็เป็นวันจุดไฟเสี่ยงฟ้าเสี่ยงฝน เสี่ยงทายดูบ้านดูเมือง ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีพิธีเลี้ยงตาปู่ ซึ่งนิยมเลี้ยงในวันพุธแรกของเดือนหก พิธีจะเริ่มโดยชาวบ้านจะขอดหญ้าคาให้เท่ากับจำนวนสัตว์เลี้ยง (สัตว์ใหญ่ ช้าง ม้า วัว ควาย) พร้อมด้วยข้าวเหนียวนึ่งสุก 1 ขัน เงิน 1 บาท ไก่บ้าน 1 ตัว พิธีการจะเรียกว่าเฒ่าจ้ำ ๆ จะบอกให้เชือดไก่ถอนขนผ่าอกตลอดทำสะอาดเครื่องในแล้วใส่ไว้ตามเดิมแล้วใส่ตะไคร้มัดต้มจนสุก เมื่อสุกแล้ว พิธีกร (เฒ่ากะจ้ำ) จะจุดธูปเทียนกล่าวคำบูชาตา) ใครที่บนไว้ก็ให้แก้บนในวันนึ้ เมื่อคำบูชาแล้วก็เลี้ยงด้วยเหล้าขาวไก่ต้มพร้อมกันนั้นก็มีพิธีเสี่ยงทายคางไก่ ว่าโค้งสวยงามแปลว่าบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าคางไก่เสี่ยงทายฝนโค้งงามดีก็จะทายว่าฝนดี
บุญเบิกบ้าน หรือ บุญซำฮะ เมื่อถึงเดือน 7 ชาวบ้านก็จะกำหนดเอาบุญเบิกบ้านในวันใดวันหนึ่งเมื่อถึงวันก็จะมีการปลูกปะรำ (ผาม) กลางหมู่บ้านให้ทุกเรือนจะต้องเตรียมด้ายไนไหมหลอด (สีขาว) โยงจากหอพระคุตไปยังบ้านเรือนของตนโดยต่อกันไปเรื่อยจนครบทุกหลังคาเรือน เตรียมขวดน้ำ ด้ายผูกข้อมือ ขันน้ำหอม ตอนเย็นนิมนต์พระมาสวดพุทธมนต์ ตอนเช้าพระสวดมนต์ถวายอาหารบิณฑบาตรแก่พระสงฆ์ รับศีลรับพร ปะพรมน้ำพุทธมนต์ นำเสี่ยงมาหามพระไปรอบ ๆ หมู่บ้านหว่านหินแห่ หว่านทราย ตอกหลักบ้านหลักเมืองตอกหลักปีหลักเดือน เสร็จพิธีแล้วนำน้ำพุทธมนต์มารดวัวควายช้างม้ารดกระหม่อมบุตรหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข
บุญเข้าพรรษา เมื่อเดือนแปดเพ็ญก็ถึงเทศกาลเข้าพรรษา มัคทายกจะบอกกล่าวตอนเช้าจะมีการนำถวายอาหารบิณฑบาตร ตอนบ่ายมีการนำดอกไม้ธูปเทียน ข้าวสารสบงจีวร ผ้าอาบน้ำฝน รวมกันแล้วก็มีการสวดมนต์รับศีลกล่าวคำถวายผ้าอาบน้ำฝน เวียนเทียนในวันอาสาฬหบูชา สำหรับบางหมู่บ้านอาจมีการแห่เทียนพรรษา ซึ่งมีการประดิษฐ์ให้สวยงามมาก หรือบางแห่งอาจมีการวมเทียนจากครอบครัวต่างๆ ไปทอดถวายพร้อมกันที่วัด
บุญข้าวประดับดิน เมื่อถึงเดือนเก้าข้างแรม ทายกจะบอกว่าจะทำบุญข้าวประดับดินวันไหนเมื่อได้วันก็นำ อาหารคาวหวาน หมากพลูบุหรี่ เตรียมอาหารของกินของเคี้ยวเป็นห่อ ๆ แบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเลี้ยงดูในครอบครัว ส่วนที่สองแจกญาติ ส่วนที่สามอุทิศให้ญาติที่ตายไป ส่วนที่สี่ ถวายพระ สำหรับส่วนที่จะให้ผู้ตายจะห่อด้วยใบกล้วยสด ๆ มีห่ออาหารคาว 1 ห่อ หวาน 1 ห่อ ข้าวสุก 1 ห่อ หมากพลู 1 ห่อ เย็บติดกันเป็นห่อใหญ่นำไปวางไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ในวัด อาจวางไว้หรือขุดเป็นหลุมฝังไว้แล้วบอกล่าวพ่อแม่ปู่ย่าตายยายบอกชื่อด้วยให้มารับเอาแล้วกรวดน้ำไปให้
บุญข้าวสาก ทำในเดือนเพ็ญ ตอนเช้าจะมีการเตรียมอาหารคาวหวาน ห่อข้าวใหญ่หมากพลูบุหรี่ เตรียมถวายอาหารเพลในวัน ขึ้น 15 ค่ำ เมื่อได้เวลาก็จะนิมนต์พระจับสลากว้าถูกเจ้าภาพคนไหน ก็ถวายกล่าวคำอุปโลกน์ เมื่อกล่าวอุปโลกน์แล้วญาติโยมจะนำมาบริโภคได้โดยไม่บาป
ในทางปฏิบัติบุญข้าวประดับดินและบุญข้าวสากระยะเวลาทำห่างกันเพียง 15 วัน ในบางหมู่บ้านจึงจัดบุญทั้งสองอย่างรวมกันทำในวันเพ็ญเดือนสิบสอง บางหมู่บ้านทำในวันเดือนดับเดือนสิบ โดยสงเคราะห์พิธีกรรมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน เพราะในระยะนี้ชาวบ้านจะเร่งดำนากันอย่างขมักเขม้น
บุญออกพรรษา เมื่อถึงเดือน 11 ขึ้นสิบห้าค่ำ ตอนเช้ามือพระเข้าโบสถ์ทำปวารณา หลังจากล่าวคำปวารณาแล้วพระออกจากโบสถ์ก็จะมีการตักบาตรเทโว ตักบาตรอาหารคาวหวาน ตักบาตรเงิน ฯลฯ แล้วถวายอาหารบิณฑบาตร ตอนเย็นมีการจุดไต้จากน้ำมันหมากแตก ประดับโคมไฟ จุดประทัด 3 คืน
บุญดอกผึ้ง คือ ปราสาทผึ้ง เริ่มจากการทำหอดอกผึ้งประดับประดาด้วยดอกผึ้ง นอกจากดอกผึ้งแล้วยังมีข้าวต้มขนม กล้วยอ้อยเสื่อ หมอน สมุด ดินสอ ฝ้าย ไม้ขีดไฟ ได้เวลาก็แห่ออกไปที่วัดเวียนรอบหอแจก 3 รอบ แล้วนำไปถวายพระ
พิธีไหลเรือไฟ หรือล่องเรือไฟ หรือปล่อยเรือไฟ นิยมทำในเดือนสิบเอ็ด วันออกพรรษา โดยการนำเอาท่อนกล้วยยาว 2-3 วา ภายในบรรจุข้าวต้มขนม ข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน กะไต้ ได้เวลาใกล้ค่ำก็รับศีล พระสวดพระพุทธมนต์ พอมืดค่ำลง เจ้าของเรือไฟก็อธิษฐานปล่อยเรือไฟไปตามแม่น้ำ
บุญกฐิน ผู้มีศรัทธาจะทำบุญกฐินจะทำได้ระหว่างเดือนสิบเอ็ดแรม 1 ค่ำ ถึง เดือนสิบสองเพ็ญ จะทอดถวายวันไหนจะต้องมีการจองเรียกว่าปักกฐินใบปักกฐินจะต้องเขียนด้วยอักษรธรรม ว่า นโม 3 จบ
สลากใบนี้เลื่อนลอยมาประดุจเครื่องทิพย์ เลื่อนลงมาจากฟากฟ้านภากาศ หยดหยาดลงมาท่ามกลางสงฆ์ ขอนิมนต์พระสงฆ์จำพรรษาครบไตรมาส 3 เดือน จงตุณหิ หยุดอยู่เทอญ สาธุ ๆ ๆ เมื่อปักกฐินแล้วก็บอกบุญไปยังญาติ ๆ ถึงวันรวมก็เลี้ยงดูญาติๆ เตรียมบริขารบริวารกฐินมี 9 อย่าง คือ บาตร ผ้าสังฆาฏิ ผ้าจีวร ผ้าสบง มีดโกน เข็ม ผ้าประคตเอว หม้อกรองน้ำ บริวารได้แก่ ผ้าอาบน้ำ ผ้าปูนั่ง ผ้าห่มหนาว ถ้วย โถโอ ถาด ชาม จตุปัจจัยไทยธรรมต่าง ๆ ที่จำเป็นในการบูรณปฏิสังขรณ์วัด เมื่อครบแล้วก็มีการใช้มหรสพคบงัน 1 คืน รุ่งเช้าก็นำไปทอดถวายตามวันเวลาที่กำหนด ระยะทางไปอาจมีชาวบ้านนำผ้ามาปูริมทาง เจ้าของกฐินก็ต้องให้ข้าวต้ม ขนม เงิน เป็นทาน วางไง้ตามที่ปูไปตลอดทางจนถึงวัด แล้วกล่าวคำถวายกฐิน
อนึ่งเมื่อเลยกาลกฐินแล้ว อาจมีงานผ้าป่า หรือทำบุญดอกผ้า หรืออื่นๆ แล้วแต่จะเห็นสมควร แต่ทุกวันนี้เห็นบางวัด บางคน ทำบุญวันเกิด ทำบุญลอยกระทง ขอบอกว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ฮีต ไม่ใช่คองอีสาน ใครจะสืบทอดสืบสานก็ได้ ไม่สืบสานต่อก็ได้
คองสิบสี่
คองสิบสี่ หมายคลองธรรมที่จะต้องถือเป็นวัตรปฏิบัติเป็นประจำ จะทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพและมีความเบิกบาน มีดังนี้
1.ผลผลิตที่ได้ในแต่ละชนิดแต่ละครั้งให้นำไปวายวัดก่อน
2.ล้อมรั้วบ้าน หรือบริเวณบ้านให้มีรั้วรอบขอบชิด
3.ก่อนนอนทุกคืนให้ล้างเท้าให้สะอาดเสียก่อน
4.ให้ดำเนินชีวิตด้วยความสำรวมและพอดี ไม่โลภไม่ตระหนี่จนเกินไป
5.ให้ภรรยาขอขมาสามีด้วยดอกไม้ 1 คู่ เทียน 1 คู่ ในวันพระ
6.จุดเทียน ดอกไม้ขอขมาประตูบ้านหรือบูชาประตูบ้าน บันได และเตาไฟ
7.ให้ล้างถ้วยจานชามครกให้สะอาดก่อนจึงเข้านอนทุกวัน
8.ตื่นแต่เช้านึ่งข้าวให้ทันพระบิณฑบาตรและออกไปประกอบอาชีพแต่เช้า
9.เดินผ่านพระเจ้าพระสงฆ์ให้หลีกทางนั่งลงประณมมือ ห้ามยืนคร่อมเงา หรือเหยียบเงาพระเจ้าพระสงฆ์ หรือพูดข้ามหัวผู้ใหญ่
10.ของให้ทานแก่พระเจ้าพระสงฆ์อย่าให้เป็นของเหลือเดนรับประทาน
11.ให้เก็บดอกไม้เทียนธูปไปฟังธรรมทุกค่ำเช้ายามพระเจ้าเข้ากรรม
12.ห้ามร่วมรักกันในวันศีล
13.ฮอดเดือนห้าให้สมมาพ่อแม่ ทั้งเฒ่าแก่เพื่อนบ้าน มารฮ้ายสิหลีกไกล
14.ให้เจ้าได้สมมาเทวดาในครัวเรือนสิฮุงเฮืองเหลืองเหลื่อม ไผทำตนตามได้ฮีดสิบสองคองสิบสี่ บุญหากมีมากล้นเพราะคนฮู้ฮีตคอง